trash’s blog, dog in trash.

September 26, 2009

(ยังคง) เชื่อ

 

Advertisements

July 3, 2009

ต่อไปเราจะไม่เรียกร้อง ไม่สงสัย ไม่ตั้งคำถาม ไม่ฟูมฟาย ไม่คร่ำครวญ ไม่ตัดพ้อ ไม่ต่อว่า ไม่ถามหาเหตุผล ไม่ร้องไห้ ไม่อยู่ที่นี่อีกต่อไป เราจะเป็นก้อนหินที่ไม่ตอบโต้อะไรทั้งนั้น

July 2, 2009

35

นึกถึงประโยคนึงที่เป็นเอกเคยบอกไว้

ชีวิตนี้อยากทำงานอย่างเดียว อยากให้มีอาชีพสแตนด์บาย
เช้ามานุ่งผ้าขาวม้า ชงกาแฟ นั่งมวนยาเส้น
แล้วรอให้คนมาชวนไปทำโน่น ทำนั่น สแตนด์บายรอคนมาชวนไปทำอะไร

อาจเพราะช่วงนี้เราทำงานหนัก
ความรู้สึกอยากพักเลยจู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัว
อยากอยู่นิ่งนิ่ง นั่งหายใจอย่างเดียว

แต่พอเวลาได้พักจริงจริงก็จะรู้สึกว่า
กูแม่งไม่มีประโยชน์อะไรเลย
ก็จะรู้สึกผิดว่า ‘รู้งี้กูทำงานดีกว่า’ ทุกที

พอเดือนนี้เวียนมาถึงทีไร
อดไม่ได้ที่จะต้องนึกถึงชีวิต ผู้คน และเรื่องราวที่ผ่านมา
สิ่งที่ตั้งใจว่าจะทำ สิ่งที่ได้ทำ สิ่งที่ยังไม่ได้ทำ
และสิ่งที่ไม่มีโอกาสได้ทำ

มองตัวเองในกระจกทีไร
เราไม่เคยเห็นผู้ใหญ่อายุกำลังจะ 35 เลยซักคน
เห็นแค่เด็กที่ไม่บรรลุนิติภาวะคนนึง
ที่ดวงตาเต็มไปด้วยคำถามต่างต่างมากมาย
อีกนานแค่ไหนนะ? อีกนานแค่ไหนกัน?

เราไม่อยากตั้งคำถามอะไรกับชีวิตอีกแล้ว.

pink theory

เธอ เธอเป็นสีชมพู เธอมีโลกของเธออยู่
ที่ฉันไม่อาจล่วงรู้และไม่เคยเข้าไป
ส่วนฉันเป็นสีเทา มีแต่ความเหงารอบรอบกาย
ไม่รู้เลยในความหมายอะไรมากกว่านี้

แต่เธอและฉันก็เดินเข้ามาชิดใกล้
มาทำให้ฉันแปรเปลี่ยนเป็นสีใหม่
เมื่อชีวิตของเราไหลปนกัน
โลกของฉันก็ดูจะเปลี่ยนสีไป

(*) อะไรเป็นของเธอ ก็กลายเป็นอะไรของฉัน
เมื่อเราต่างเทสีผสมละลายเข้าด้วยกัน
โลกของฉันและเธอก็สดใส กว้างใหญ่ขึ้นกว่าวันนั้น
เมื่อสีทั้งสองผสมกัน เมื่อนั้นมันก็จะเป็นสีของเรา

เราผลัดกันเดินเข้าไป สู่โลกคนละใบ
สุดท้ายก็ต่างไม่รู้ ว่าโลกของใครเป็นของใคร
เมื่อในวันนั้นเธอเข้ามาใกล้ใกล้
มาทำตัวฉันแปรเปลี่ยนเป็นสีใหม่
และเมื่อสีของเราไหลรวมกัน
โลกของฉันก็ค่อยค่อยเปลี่ยนไปทั้งใบ

(*)

โอ้ เมื่อเธอได้เข้ามา
ฉันก็ได้เห็นอะไรที่มากกว่า
จากนี้และเรื่อยไป จากนี้ทั้งหัวใจ
ก็คงจะไม่มีอะไรเหมือนเดิมใช่ไหม

อะไรเป็นของเธอ ก็กลายเป็นอะไรของฉัน
เมื่อเราต่างเทสี ผสมละลายเข้าด้วยกัน
ก็คงจะเป็นไปตามทฤษฏีที่เขาบอกไว้ว่ามัน
เมื่อสีทั้งสองผสมกันนั้น

ก็คงไม่มีอะไรที่จะเป็นเหมือนเดิมได้อย่างวันนั้น
เมื่อสีทั้งสองผสมกัน
เมื่อนั้นมันก็จะเป็นสีของเรา.

 

I think of you every night and day, today I didn’t think of you.  Because I think it’s alright.  I had a lot of things to do, but I can’t move mylife on.  The only thing I can’t control my mind is I’m dreaming of you.  I just wanna say straight from my heart..

‘I love you’

 

July 1, 2009

คุณ*

หนึ่ง, นอกจากไม่เก่งเรื่องความรู้สึกแล้ว ยังไม่เนียนอีกต่างหาก

DSC01648-pola

สอง, คล้ายว่าวงโคจรของเราลอยห่างกันไปอีกระดับนึง

DSC01664-pola

สาม, คุณอยู่ในหนังเรื่องนั้นจริงจริง

710-pola

สี่, ถ้าใครถามให้บอกว่าเราเป็นแฟนคลับคุณ อย่างน้อยน้อยก็ได้มีคำว่าแฟน

DSC01552-pola

ห้า, ไม่ว่าต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรก็ตาม

DSC01572-pola

หก, ตั้งแต่รู้จักกับคุณ เราไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองอยู่คนเดียว.

DSC01690-pola

June 30, 2009

ถ้าย้อนเวลาได้.. เพียงแต่ถ้าเราย้อนเวลาได้

DSC03772 copy

เราควรหายไปจากดาวของคุณ จากโลกที่คุณอยู่เสียที
ยิ่งเราฝืนดันทุรังต่อไป
ก็ดูเหมือนจะสร้างความรำคาญใจให้กับคุณอยู่เรื่อยเรื่อย
เราไม่เก่งเรื่องความรู้สึกเอาซะเลย
ถ้าย้อนเวลาได้.. เพียงแต่ถ้าเราย้อนเวลาได้
เราคงไม่ต้องเจ็บ คุณก็คงไม่ต้องเหนื่อยหน่ายกับความงี่เง่าของเรา
โลกใบนี้คงหมุนเร็วเกินไป หมุนเร็วจริงจริง
เราเลยตามอะไรอะไรไม่ค่อยทันอยู่เรื่อย
เรามาจากดาวที่ทุกอย่างเป็นไปช้าช้า
ดาวที่เราอยู่ไม่มีสิ่งที่พวกคุณเรียกกันว่าความรัก
ไม่มีแม้แต่เสียงเพลง มันเป็นดวงดาวที่เงียบมากมาก
พวกเราไม่มีภาษาเป็นของตัวเอง ไม่มีสัญลักษณ์อะไรแทนถ้อยคำ
เราจึงไม่เคยเข้าใจผิดกันในเรื่องการเข้าใจกันไปคนละอย่าง
และไม่คิดอะไรไปเองฝ่ายเดียว
ดาวดวงนี้คงไม่เหมาะกับเราจริงจริง
เพราะดูเหมือนทุกคนก็เดินแซงหน้าเราขึ้นไป
และเราก็ติดอยู่กับความรู้สึกต่างต่างที่ดาวของเราไม่เคยมี
เราคงอยู่ที่นี่มานานเกินไป
อยากให้ยานแม่มารับเราเร็วเร็ว เรากำลังพยายามติดต่อยานแม่อยู่
อีกไม่นานพวกเขาคงจะได้รับสัญญาณจากเรา
เราจะได้กลับไปยังที่ที่เราจากมา ที่ที่ไม่เคยมีคุณ ที่ที่เรายังไม่รู้จักกัน ที่ที่ไม่มีอะไรเลย
เชื่อเถอะว่าเราไม่เคยพยายามอะไรมากเท่านี้มาก่อนเลย.

ปล. อย่าเกลียดนิสัยเราเลย เกลียดเราเถอะ, เกลียดเรา
ถ้าย้อนเวลาได้.. เพียงแต่ถ้าเราย้อนเวลาได้ 61 วันที่ผ่านมาจะไม่สำคัญอะไรเลยสำหรับเรา.

DSC03855

June 29, 2009

เท่าที่จะทำได้

2587134520_3fed9f5d03

ระยะทางประมาณจากต้นซอยเข้าไปสุดซอย
จะว่าไกลก็ไม่ไกล วันดีคืนดีเคยเดินเท้าเข้าไปแล้ว
จะว่าใกล้ก็ต้องหยุดหอบแล้วหันไปมองหน้าคนบอกว่าใกล้

โลกของเราเล็กและมีอยู่แค่นั้น
ใครบางคนเอ่ยประโยคนี้ไว้หลังฝนหยุดพรำสาย
มองเงาตัวเองที่สะท้อนมาจากพื้นน้ำ
ครั้งสุดท้ายที่เจอกัน
สัมพันธภาพระหว่างง่อนแง่นและโงนเงนเต็มที

เหมือนรอว่าใครจะเอ่ยขึ้นมาก่อน
เอาเข้าจริงก็ดูเหมือนจะเป็นเกมจ้องตา
ดวงตาที่เธอเคยบอกว่ามันบอกอะไรได้มากมาย

เธอบกว่าบางทีเธอก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฝุ่นละออง
เล็กเล็กและกำหนดทิศทางเองไม่ได้
สุดแล้วแต่ว่าลมจะพาเธอไปที่ไหน
ลมแรงเธอก็ไปไกล
ลมไม่แรงเธอก็ไปไม่ไกล
ไม่มีลมเธอก็ไม่ไปไหน

โลกของเราเล็กและมีอยู่แค่นั้น
เธอเอ่ยประโยคนี้ไว้หลังฝนหยุดพรำสาย
แล้วก้มลงมองเงาของตัวเองที่สะท้อนมาจากพื้นน้ำ

ดูแลตัวเองด้วยนะ, เราบอกเบาที่สุดเท่าที่จะเบาได้
นึกในใจต่อไป เราคงอยู่ของเราไปอย่างนี้แหละ
มันซ้ำซ้ำเหมือนที่เธอเคยบอกนั่นแหละ
หยดน้ำหยดซ้ำซ้ำลงบนกระจก
เรารู้กันดีว่าอีกไม่นานฝนก็จะต้องหยุดตก

ฝุ่นละอองอีกบางชนิดก็ไม่ลอยไปไหน
เพราะมันถูกอาบเคลือบด้วยน้ำตา.

2419350573_c434fc28c3

“ทุกวันเราพยายามให้คนอื่นเห็นว่าเราเข็มแข็ง เราไม่ได้อ่อนแอหรอก” (fridaysongs)
* รูปทั้งหมดจาก flickr:fridaysongs

June 28, 2009

ปีป และคนที่เดินเข้ามาในชีวิต หยุดอยู่ และเดินจากไป

02

ฝนปลายฤดูคืนก่อนหยุดสะอื้นเอาเกือบย่ำรุ่ง
นอนฟังเสียงฝนหล่นหลังคาจนหลับไป
เช้ามาเลยอารมณ์ดีเป็นพิเศษ อยากสำรวจความเสียหายของสวนเรา
อยู่อยู่ก็พบว่าสนามดินออกดอกมาเป็นปีป
ลมพาพัดดอกสีขาวหลุดร่วงมาจากต้น ยิ้มคนเดียวในใจ
วันนี้มีดอกไม้ไปลอยในอ่างแก้วแล้ว
ยังเหลือพอจะเอาไว้คั่นหนังสือได้อีก

ดอกปีปสีขาวหอมชื่นใจ
ว่ากันว่าปีปจะสวยงามเป็นพิเศษก็ปลายฝนอย่างนี้ล่ะ
หากปีปเป็นหญิงสาว เธอก็เป็นผู้หญิงที่กำลังมีความรัก
หญิงสาวที่ไม่ยอมให้ใครได้เห็นเวลาที่เธอโรยรา
แต่เลือกที่จะอวดสายตาใคร่ตอใครขณะที่ยังงดงามอยู่
เมื่อเธอให้เราชื่นชม คนเฝ้าดูอย่างเราก็เลยชื่นใจ

หยิบปีป 4-5 ดอกจากพื้นมาใส่มือ, ยกขึ้นแตะจมูก
นาทีนี้ใครบางคนอาจเลิกสงสัยว่าความรักเกิดขึ้นแล้วจบลงได้อย่างไร
วันที่ใครบางคนเดินออกจากชีวิต
มีบางสิ่งติดออกไปด้วย
และชีวิตที่หลงเหลืออยู่ก็ไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกเลย
สงสัยว่าชีวิตของคนเราจะสามารถรักใครได้มากเท่านั้นอีกไหมนะ?

ดอกปีปที่ส่งกลิ่นอวลในเช้านี้ทำให้เขานึกถึงใครบางคน
คนที่เดินเข้ามาในชีวิต หยุดอยู่ และเดินจากไป
แม้คนคนนั้นจะไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว แต่ความหมายยังงดงามเท่าเดิม
งดงามมากพอพอกับที่ไม่สามารถเป็นความจริงของเขาได้นั่นแหละ.

01

June 27, 2009

รูโหว่กับชิ้นส่วนที่แตกละเอียด

1. Berry/Buck/Mills/Stipe

Oh, life is bigger
It’s bigger than you
And you are not me
The lengths that I will go to
The distance in your eyes
Oh no, I’ve said too much
I set it up

(chorus)
That’s me in the corner
That’s me in the spotlight, I’m
Losing my religion
Trying to keep up with you
And I don’t know if I can do it
Oh no, I’ve said too much
I haven’t said enough
I thought that I heard you laughing
I thought that I heard you sing
I think I thought I saw you try

Every whisper
Of every waking hour I’m
Choosing my confessions
Trying to keep an eye on you
Like a hurt lost and blinded fool, fool
Oh no, I’ve said too much
I set it up
Consider this
Consider this
The hint of the century
Consider this
The slip that brought me
To my knees failed
What if all these fantasies
Come flailing around
Now I’ve said too much
I thought that I heard you laughing
I thought that I heard you sing
I think I thought I saw you try

But that was just a dream
That was just a dream

(repeat chorus)

But that was just a dream
Try, cry, why try?
That was just a dream
Just a dream, just a dream
Dream.

2. รูโหว่กับชิ้นส่วนที่แตกละเอียด

ในที่สุดพื้นที่ต้องห้ามก็เพิ่มขึ้นมาอีกที่จนได้
ไม่ควรเลยจริงจริง ไม่ควรไปที่นั่นเลย
นั่นไง, ที่ที่เรานั่งร้องเพลงเสียงสั่น
โน่น.. ที่ยืนคุยโทรศัพท์บ่อยบ่อย
ร้องไห้ก็ตรงนั้น หัวเราะก็ตรงนั้น
ตรงไหนไหนก็มีเรื่องราวอยู่
ดาวดวงนั้นไง
ที่เรามองขึ้นไปแล้วสงสัยว่าเขาจะมองดาวดวงเดียวกันกับเราอยู่หรือเปล่า
รู้คำตอบแล้วสินะ
ยาก, อ่อนแอและเหมือนมีรูโหว่อยู่ในตัว
สิ่งที่เคยมีอยู่ไม่ใช่สิ่งที่มีอีกต่อไป
มันหล่นหายไปที่ไหนสักที่, ระหว่างทาง
เหมือนผมกำลังเดินเก็บชิ้นส่วนต่างต่างของตัวเองที่แตกละเอียด
พยายามเก็บเพื่อที่จะได้ไปต่อสักที.

3. And I Hate You So

01

Griffin and Sabine, Nick Bantock. Chronicle Books 1991.

4. หลงคิดมาตลอดว่ารอดแล้วกู

คนทุกข์จะบริโภคสีเทา คนจิตตกก็เช่นกัน, อ่านเจอมา
จริง จริง จริง พยักหน้ากับจอสี่เหลี่ยม
นานแล้วที่ไม่รู้ว่าความสุขมีหน้าตาเป็นอย่างไร
เหมือนหนังขาว-ดำ ตัวละครพูดน้อยน้อย
รู้ล่ะว่ามันคงมีอะไรสักอย่างอยู่ในใจ
แต่มันก็ไม่อนุญาตให้เราได้รู้
มันแสดงเหมือนไม่ได้แสดง ยืนสูบบุหรี่
เปิดเพลงซ้ำซ้ำ ฟังแม่งอยู่เพลงเดียว
‘ไฮเนเก้นไม่มี แดกลีโอก็ได้’ ประโยคเดียวที่มันพูด
โลกมีหลายซีน หลายฟังก์ชั่น
แต่ทำไมแม่งเกิดกับกูคนเดียววะ
ห้องมืดมืด กองหนังสือที่ไม่ยอมพูดกับกู
ที่เขี่ยบุหรี่เต็มล้น อยากพูดคุยกับใครสักคน
คนที่มั่นใจได้ว่าจะไม่มีวันทำร้ายกัน
สุดท้ายแล้วก็ทำได้แค่คุยกับตัวเองในใจ.

5. เสียงเพลงที่ไม่ยอมจบ

June 26, 2009

ในใจของคนที่ไม่ยอมจบ

หนึ่ง, โปสการ์ดตามอำเภอใจ

เวลาเห็นรูปสวยสวย หรือกระดาษดีดีแบบที่เราชอบ
อดไม่ได้ที่จะบอกกับพวกเค้าว่า ‘ไปเป็นโปสการ์ดกันเถอะนะ’
อยู่อย่างนี้เราก็เห็นคนเดียว ชื่นชมอยู่คนเดียว
ไปชูใจของคนอื่นบ้างดีกว่า, เผื่อจะมีใครเห็นค่า
อาจจะไม่ดูดีสำหรับคนอื่น แต่เราก็ตั้งใจทำ
เป็นโปสการ์ดเอาแต่ใจ ไม่เอาอย่างอื่น
ใครได้รับไป รู้เถอะว่านั่นล่ะ หัวใจของเรา.

สอง, รกร้างเยือกเย็นเดียวดายเจียนตายไม่หวั่น

‘ตราบใดที่เรายังไม่ลืมตาขึ้นมา ความฝันมันก็คือความจริง’
ม่วงเขียนเอาไว้ในเอ็นทรี่ของม่วง
เราเชื่อ และนั่นก็เป็นสิ่งเดียวที่ใครก็เอาไปจากเราไม่ได้.

สาม, ในใจของคนที่ไม่ยอมจบ

เมื่อคืนเรานั่งคิดถึงคำคำนี้
เราคิดว่าพอจะเข้าใจขึ้นบ้างนิดหน่อย
จริงจริงแล้วไม่มีอะไรเกี่ยวกับเราเลยจริงจริงด้วย
พยายามจบให้ได้นะคุณ, ถ้าคุณเลือกจะให้เป็นอย่างนี้
เข้มแข็งกว่านี้อีกนะคุณ ใช้เวลาเก็บไว้มานานเท่าไหร่
จำไว้เถอะว่าต้องใช้เวลามากกว่านั้นที่จะลืม
อาจจะไม่ต้องลืม แต่อยู่กับมันให้ได้
ชีวิตเราลังเลได้กับบางเรื่อง แต่ไม่ควรลังเลกับความรัก
ดูเราสิ, เราไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจผิดเลยซักวินาที
และทุกอย่างที่ทำ – เราคิดว่าเราทำอย่างสมศักดิ์ศรีที่สุดแล้ว
แม้คำตอบอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น
แต่ใครแม่งจะสมหวังไปทุกเรื่องวะคุณ
เข้มแข็งนะ, เราอยากเห็นคุณเข้มแข็ง.

June 25, 2009

พูดสิว่าทั้งหมดมันเป็นแค่เรื่องบังเอิญ

ตั้งแต่เจอคุณ,
โลกของเราก็ไม่เคยเหมือนเดิมอีกเลย.

June 24, 2009

การเปลี่ยนทัศนียภาพที่เคยมองมาตลอด, แม้ไม่กี่ก้าวก็ตาม

1.

‘ถ้าทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดี ผมเชื่อว่ามันจะต้องมีคนเห็นคุณค่า’
(อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, นกของพระเจ้า, นราวุธ ไชยชมภู)

2.

ช่วงนี้จดจ่ออยู่กับงานเขียนใหม่
คาดว่าจะต้องใช้เวลาไปอีกสักระยะ
กว่าที่มันจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
เพราะเวลาที่ทับซ้อนกับงานประจำที่ทำอยู่ทุกทุกวัน
แต่อย่างน้อยน้อยเราก็ได้ก้าวเท้าออกมาจากจุดเดิมได้บ้าง
แม้จะก้าวออกมาได้ไม่กี่ก้าวก็ตาม
คิดซะว่ายังได้เปลี่ยนทัศนียภาพที่เคยมองมาตลอดบ้าง
การได้ปรึกษาเรื่องงานเขียนกับเพื่อนในแวดวงเดียวกัน
อบอุ่นใจกว่าคิดเองทำเองอยู่คนเดียว
เมื่อมีใครสักคนมายืนยันในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่
คำว่า ‘มิตรน้ำหมึก’ มีความหมายอย่างนี้นี่เอง.

3.

Nobody does it better
Makes me feel sad for the rest
Nobody does it half as good as you
Baby you’re the best
(Nobody Does It Better – Radiohead)

4.

จะเป็นอย่างไรถ้าเราสามารถกดรีเซ็ตเริ่มต้นใหม่ได้ทุกครั้งที่ความสัมพันธ์ล้มเหลว?
จะง่ายขนาดไหนถ้าเรารู้ล่วงหน้าว่าหญิงสาวที่เราแอบรัก, เธอชอบหรือไม่ชอบอะไร?
เราจะมีความสุขมากขึ้นหรือเปล่า ถ้าความทุกข์ในอดีตสามารถลืมลบเลือนกันได้ง่ายง่าย?

ทั้งสามคำถามอยู่ใน Eternal Sunshine of The Spotless Mind.

5.

ถ้ามีรางวัลความพยายามดีเด่นจริงจริงอย่างที่ปราบดา หยุ่นเคยบอกเอาไว้
วันนี้ผมคงเป็นหนึ่งในหลายหลายผู้เข้าชิงเป็นแน่แท้.

เพลงบางเพลงถูกสร้างมาเพื่อเยียวยาคนอย่างพวกเรา

intown

เมื่อคืนก่อนเสียงเพลงของ miles davis ช่วยชีวิตและเยียวยาผมเอาไว้
เพลงความยาว 9.04 นาทีเพลงนั้น
someday my prince will come

..

Someday my prince will come
Someday we’ll meet again
And away to his castle we’ll go
To be happy forever I know.

Someday when spring is here
We’ll find our love anew
And the birds will sing
And wedding bells will ring
Someday when my dreams come true.

..

บนห้องชั้นที่หก, ห้องที่ปิดไฟมืด
ดูแล้วกลมกลืนกับสิ่งต่างต่างรอบตัว
เสียงเพลงดังออกมาจากห้องห้องนั้น
ไม่มีใครเห็นคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่าง
ได้ยินแต่เสียงเพลงเพลงเดียวที่ดังรอดออกมา

หากใครสักคนได้ยืนอยู่ที่ตรงนั้น
จะเห็นภาพกรุงเทพมหานครโอบล้อมด้วยความมืดมนอนธกาล
แสงไฟเล็กเล็กจากตึกรามบ้านช่องเหล่านั้น
เหมือนความหวัง, ความหวังที่มีอยู่น้อยนิด

กรุงเทพฯ อาจจะไม่ได้สวยที่สุด ณ วันเวลาเช่นนั้น
แต่เมื่อบวกรวมกับเสียงเพลงของไมลส์ เดวิส
คนที่ยืนอยู่ที่หน้าต่างก็รำพันกับตัวเองว่า

“โลกใบนี้มันสวยงามเกินกว่าที่เราจะจากไป”

June 23, 2009

quote : unquote

building02

“..เรียนรู้มากขึ้น เพื่อจะเข้าใจมากขึ้น เข้าใจมากขึ้น เพื่อที่จะไม่ต้องเข้าใจอะไรเลย..” (ปราบดา หยุ่น, คำนำ, หูหาเรื่อง)

“โลกไม่ยอมหมุนเร็วกว่านี้ และไม่อนุญาตให้เราร้องไห้อีกแล้ว” (ข้อความจากสมุดบันทึก)

“ผมไม่เศร้า, แต่มีความเศร้าชนิดหนึ่งลอยอบอวลอยู่รอบรอบ แล้วมันก็จะระเหยขึ้นไปเหมือนทุกครั้ง” (ข้อความจากสมุดบันทึก)

3 tracks remain : 
หนังไม่จบจากหัวใจ – ธนชัย อุชชิน
someday my prince will come – miles davis
ผ่าน – โมเดิร์นด็อก.

June 22, 2009

มันไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้อีกแล้วใช่ไหม?

“..In seven days, God created the world. And in seven seconds, I shattered mine..”

การบริจาคร่างกายของคน 1 คน จะสามารถช่วยเหลือคน 7 คนได้อย่างไร?
หัวใจ 1 ตับ 1 ไต 2 ปอด 2 ตับอ่อน 1 (ที่มาจาก seve7lives.org)

When I was just a little girl,
I asked my mother: “What will I be?
Will I be pretty? Will I be rich?”
Here’s what she said to me:

Que sera sera
Whatever will be, will be
The future’s not ours to see
Que sera sera
What will be, will be

Since I am just a boy in school,
I asked my teacher: “What should I try?
Should I paint pictures? Should I sing songs?”
This was her wise reply:

Que sera sera
Whatever will be, will be
The future’s not ours to see
Que sera sera
What will be, will be

When I grew up and fell in love,
I asked my lover: “What lies ahead?
Will we have rainbows day after day?”
Guess what my lover said:

Que sera sera
Whatever will be, will be
The future’s not ours to see
Que sera sera
What will be, will be

Now I have children of my own
They ask their mother: “What will I be?”
“Will I be pretty?” “Will I be rich?”
I tell them tenderly:

Que sera sera
Whatever will be, will be
The future’s not ours to see
Que sera sera
What will be, will be

Doris Day – ‘Que Sera Sera’ (Whatever Will Be, Will Be)
Written by the Jay Livingston and Ray Evans in 1956

my life as a dog:
1105 หนังเรื่องหนึ่งทำให้เราร้องไห้ / ตามไปทำอย่างนั้นกับเราแม้แต่ในความฝัน / พี่ชายคนละแม่กับ pay it forward / ผมนึกสงสัยจนอยากจะถามว่า ‘มันไม่มีวิธีอื่นแล้วใช่มั้ย เบน’ / วันนี้พยายามจะเข้มแข็ง / ใครใครก็ช่วยผมไม่ได้แล้ว / ต้องออกกำลังใจบ้างแล้วล่ะ / 2222 หลายวันแล้วที่ไม่รู้สึกอยากทำอะไรเลย / ไม่อยากวาดรูป / ไม่อยากอ่านหนังสือ/ ไม่อยากไปไหน / แม่งบั่นทอนกู / เอินให้ความมั่นใจเรื่องงานที่คิดไว้, ดีกว่าอยู่เฉยเฉย / ผมจะเลิกสร้างงานด้วยฮอร์โมนตัวเดียวกับที่ขับเคลื่อนความรัก / ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนั้นต่อไป กูตายแน่แน่ / ถ้าหากจะทิ้งกันไป ช้านิดนะระวังให้ฉันนั้นตายซะก่อน / โรงหนังมันไม่ผิด / เราเองต่างหากที่เศร้าเกินไป / ดูหนังเช่า สุข-เศร้าก็เราคนเดียว / มันไม่เคยมีหรอก เวลาที่เป็นของเราน่ะ / คุณไม่เดือดร้อนอะไรหรอก / อยากทำให้ได้ครึ่งหนึ่งของเบน / เตรียมกระดาษสีฟ้าไว้ทำโปสการ์ด แต่ไม่มีตัวหนังสือจะเขียน / เตรียมแสตมป์ไว้แปะ แต่ไม่มีจุดหมายปลายทางให้เดินทางไปถึง.

 

June 21, 2009

ฉันเดินทางตามเส้นทางของดวงจันทร์*

01

ฉันเดินทางตามเส้นทางของดวงจันทร์ ตามเส้นทางของดวงจันทร์
ประสบหรือพลาดหวังตามแต่เงาของท่าน ตามแต่เงาของท่าน

ถ้าหากฉันเพียงแต่ขาดแขนไป หมดน้ำใจขาดที่พึ่งพิง
ถ้าหากฉันเพียงแต่ขาดแขนไป ฉันคงไม่ต้องไปทำงาน
คงไม่รู้จักทำงาน

ถ้าหากฉันเพียงแต่ขาดแก้วตา มองหนใดไม่นำพา
หากฉันเพียงแต่ขาดแก้วตา ฉันคงไม่ต้องนั่งร้องไห้
คงไม่รู้จักร้องไห้

ฉันเดินทางตามเส้นทางของดวงจันทร์ ตามเส้นทางของดวงจันทร์
ประสบหรือพลาดหวังตามแต่เงาของท่าน ตามแต่เงาของท่าน

ถ้าหากฉันเพียงแต่ขาดลิ้นไป บอกถามใครไม่นำพา
หากฉันเพียงแต่ขาดลิ้นใน ฉันคงไม่ต้อง..

อีกนานไหมเล่าที่คุณจะถามฉัน
ฉันตอบไปแล้วก็มากมาย
อีกนานไหมเล่าที่คุณจะถามฉัน
คำตอบคงสาแก่ใจ

ก็ฉันจะบอกให้..
ฉันเดินทางตามเส้นทางของดวงจันทร์ ตามเส้นทางของดวงจันทร์
ประสบหรือพลาดหวังตามแต่เงาของท่าน ตามแต่เงาของท่าน
ตามแต่เงาของท่าน.

* เพลง เงาดวงจันทร์ โดย อารักษ์ อาภากาศ

Picture 001

Picture 005

ดีอะไร ไดอะรี่
เริ่มเก่งขึ้นแล้วหนิ / ฟังเพลงรักและกล้าร้องตามบ้างแล้ว / พื้นที่ต้องห้ามเลยนะนั่น / นึกถึงที่คุยกับเจ๊ตอนนั่งรถกลับจากไปรับเตยเมื่อคืนวาน / แปลกดีเราไม่เชื่อเรื่องเวรกรรม / แต่เสือกเชื่อเรื่องถ้าทำบุญร่วมกัน แล้วจะได้เจอกันอีก / เชื่อเรื่องใส่บาตร / 2211 ความสุขมีอายุ 5 นาทีกับ 6 วินาที / ช่วงนี้เพี้ยนชะมัด / ตัวกับหัวใจไม่สัมพันธ์กันซักเท่าไหร่ / 2300 สงสัยว่าอะไรที่หล่อหลอมให้เราเป็นคนแบบนี้ อย่างนี้ / พยายามนึกย้อนไป / แต่นึกไม่ออก / มันเริ่มต้นตั้งแต่ตอนไหนของชีวิตนะ / เกี่ยวกับราศีเกิด? / สิ่งที่เป็นมักจะนำพามาซึ่งความทุกข์เสมอเสมอ / ถ้าเปลี่ยนได้ คงจะเลือกเปลี่ยนตรง.. / 2400 เวลาที่โลกลดเสียงอึกทึกลง เสียงความเงียบในใจเราก็ดังขึ้นทันที / บนฟ้าไม่มีดาวเลยสักดวง / อีกนานกว่าจะเช้า / อีกนานกว่าความเศร้าจะบรรเทาเบาบางลง / จะไหมมั้ยมึง / ชมว่าเก่งอยู่แหม็บแหม็บ / why does it always rain on me / wake me up when september ends / สองเพลงเดิมกับที่เคยทำให้เสียน้ำตา / ไม่เคยเปลี่ยนเลยนะมึง / เราจะไม่ดูหนังในโรงอีกแล้วล่ะ / พรุ่งนี้เช้าจะดูเรื่องนี้ (เช่ามาดู)

seven_pounds

June 20, 2009

เมื่อทุกอย่างรอบตัวมีค่าเท่ากับศูนย์โดยสมบูรณ์แบบ

หนึ่ง, พยายามจะไม่นึกถึง พยายามจะไม่คิดถึง

UL_858381_11198107345_l

ยิ่งวิ่งไปไกลเท่าไหร่
ก็ดูเหมือนเราไม่ได้ขยับตัวออกจากจุดเริ่มต้นเลย.

สอง, วัตถุทรงกลมสีเหลืองเหลือง

UL_858381_11167765593_l

บางทีพระจันทร์อาจจะไม่ใช่ของเรา
ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเก็บไปฝาก
ในสายตาของใครสักคน
มันอาจเป็นแค่วัตถุทรงกลมสีเหลืองเหลือง, ก้อนนึง.

สาม, เราย่อโลกมาไว้ในมือคุณ

UL_858381_11151437135_l

การสื่อสารที่ย่อทุกอย่างลงมาเหลือแค่ภายในมือ
รวดเร็ว ทันใจ เราส่งเสียงไปหาใครสักคนที่อยู่อีกซีกโลกได้..
ภายในเวลาไม่กี่วินาที
แต่คุยกันมากขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่าจะเข้าใจกันมากขึ้น
มันเป็นเรื่องยากเสมอ, โดยเฉพาะกับใครบางคน.

สี่, ไม่มีใครรู้ความหมายของสิบวันที่ผ่านมา

สิบวันหลังจากใครบางคนตัดสินใจที่จะคบหากับใครสักคน
สิบวันหลังจากที่ใครอีกคนรู้ตัวเองว่าเขาเป็นส่วนเกินของชีวิตใครอีกคน
สิบวันหลังจากที่เขาค้นพบว่าโลกปิดประตูใส่เขา
คำว่าเพื่อนให้ความหมายอีกอย่างที่เขาไม่ได้เคยรู้
จำเป็นต้องยอมรับ จำใจต้องยอมรับ
ความสัมพันธ์ยังคงเป็นเรื่องยาก นับตั้งแต่วันที่เขาเริ่มต้นโทษตัวเอง
และไม่ว่ามันจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ อีกกี่สิบวัน
เขาก็จะไม่มีวันลืมสิบวันแรกที่เกิดขึ้น
และเขาไม่อนุญาตให้ตัวเองอ่อนแอให้ใครเห็นอีกต่อไป.

ห้า, อยากให้ทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้น

June 19, 2009

อนุญาตให้คิดถึงและเบิกบานได้แค่ในหัวใจ

หนึ่ง, เราเข้าเข้าออกออกระหว่างห้องของความสุขและความเศร้า

02 *

สวัสดีบล็อค,
พี่ต่อออกจากโรงพยาบาลได้วันสองวันแล้ว
ยังไม่ค่อยได้คุยอะไรกันเท่าไหร่, ทำแต่งาน
ถึงตอนนี้ก็ใกล้ใกล้ 36 ชั่วโมงเข้าไปทุกที
ท่องไว้ว่าช่วยช่วยกันไปก่อน
เดี๋ยวอะไรอะไรก็คงเข้าที่เองแหละเน้อะ

โชคดีที่ระหว่างวันอันเหน็ดเหนื่อยนั้นพอมีเรื่องเพลินเพลินอยู่บ้าง
ได้หัดวาดรูปสีน้ำอย่างที่เคยอยากไปเรียน
แม้จะไม่ถึงกับติ๊กถูกลงใน to do list ที่ทำไว้นานแล้ว
เข้าคอร์สเรียนวาดรูปสีน้ำเป็นหนึ่งในหลายหลายข้อ
หัดหัดเองไปก่อน ชอบความรู้สึกตอนวาดรูปชะมัด
เวลาวาดรูปเราโคตรอ่อนโยนเลย.

สอง, ไม่ได้หายเศร้า แค่รู้วิธีอยู่กับมัน

01

ช่วงนี้ฟังเพลงอะไรก็โดน โดน โดน
ไม่ว่าเพลงสุขหรือเพลงเศร้า
เราเลือกเพลงเหล่านั้นเข้ามาในชีวิต
บางเพลงทำให้น้ำตาไหลอยู่ข้างใน
บางเพลงสวยงามจนอยากจะบอกใครสักคน
เราคงเกิดมาเพื่อสิ่งเหล่านี้จริงจริงแหละ

ทำได้ – ไม่ได้ ตอนนี้ไม่ทรีตให้เป็นปัญหา
แค่มีใครคนหนึ่งให้รักก็พอแล้ว
และเขาก็จะไม่มีวันได้เห็นมันเป็นปัญหาอย่างที่ผ่านผ่านมาอีก

บนฟ้ามีเสี้ยวจันทร์ ในใจฉันมีเธอ.

สาม, เราเป็นแค่คนที่อยากทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้น

pk01

“..ความคิดสร้างสรรค์ของคนเราจะเติบโตได้จริง
ก็ต่อเมื่อเราเรียนรู้และแลกเปลี่ยนกับคนอื่นอย่างเปิดกว้าง..”
              – Astrid Klein&Mark Dyham , KDA Tokyo

ตอนงานเพะชะคุชะครั้งแรกของกรุงเทพฯ, ผมอยู่ที่ house
วันนั้นเจอเพื่อนเพื่อนหลายคน พี่พี่หลายคน น้องน้องหลายคน
รวมทั้งเพื่อนของเพื่อน -เราทุกคนเป็นเพื่อนกัน-

ผมสบตากับโลโก้ try2benice ใช่สิ, เราพยายามจะให้มันดีกว่านี้
แต่มันยากใช่ไหม? ที่หลงเหลือจากความฝันคือความว่างเปล่า
ตื่นขึ้นมาเพื่อจะตั้งคำถามกับตัวเองซ้ำซ้ำ
สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ คืออีกคนในกระจก
เราไม่เคยพูดคุยกัน ไม่แม้แต่จะสบตากัน

ตอนประมาณหนึ่งทุ่ม ผมร้องไห้.

สี่, 4 ปี 11 เดือน 2 วัน

คือจำนวนวันที่ฝนตกแล้วไม่หยุด
ที่เมืองมาคอนโด, อยู่อยู่ก็นึกถึงขึ้นมาเฉยเฉย
ช่วงนี้อยู่อยู่ก็นึกอะไรขึ้นมาเฉยเฉยหลายครั้ง.

UL_858381_11145935101_l

ห้า, อนุญาตให้คิดถึงและเบิกบานได้แค่ในหัวใจ

มีคนบอกว่าฝนตกคือฟ้าร้องไห้
ทุกข์อะไรนักหนาฟ้าเอ๋ยฟ้า
คนข้างล่างนี่หยุดร้องแล้ว
ทำไมฟ้ามาเป็นซะเอง

เวลาที่ฝนตกคือช่วงเวลาแห่งการคิดคำนึง
ถึงใครบางคนที่ดูเหมือนจะไม่มีอยู่ในโลกจริงจริง
อนุญาตให้คิดถึงและเบิกบานได้แค่ในหัวใจเท่านั้น.

หก, be the voice

* รูปของ http://thunska.exteen.com/

June 17, 2009

ไม่ว่าใครจะเรียกคุณว่าอย่างไร ผมเรียกคุณว่า ‘ความรัก’

 

My romance doesn’t have to have a moon in the sky
My romance doesn’t need a blue lagoon standing by
No month of may, no twinkling stars
No hide away, no softly guitars

My romance doesn’t need a castle rising in spain
Nor a dance to a constantly surprising refrain
Wide awake I can make my most fantastic dreams come true

My romance doesn’t need a thing but you
My romance doesn’t need a thing but you

(repeat all)

 
My Romance – Jazz Standard
Words & Music by Lorenz Hart / Richard Rodgers. Written for Billy Rose’s musical, Jumbo, in 1935. In the 1962 movie version, Doris Day performed the song.

ทุกทุกครั้งเวลาที่มองขึ้นไปบนฟ้า
เราสงสัยเสมอว่าเราสบตากับใครอยู่หรือเปล่า
แม้จะเป็นสายตาที่ผ่านมาแล้วร้อยปีก่อนหน้านี้
เราตั้งคำถามว่าใครคนนั้นอยู่ที่ไหนกัน
มีอยู่จริงจริงหรือว่าแค่เราคิดไปเอง
และอีกนานแค่ไหน เราถึงจะได้เจอกันสักที

คนที่จะเถียงกันตอนเดินซื้อกับข้าว
เพราะเราชอบกินอะไรไม่เหมือนกันสักอย่าง
คนที่พอถึงวันอาทิตย์จะต้องจับฉลากกัน
ว่าวันนั้นใครจะได้เป็นราชา ไม่ต้องทำงานบ้าน
หรือใครอีกคนจะเป็นยาจก ทำงานบ้านทุกอย่าง
โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าเหตุผลที่เธอได้เป็นราชาทุกทุกอาทิตย์นั้น
เพราะใครบางคนอยากจะทำอะไรให้โดยไม่มีข้อแม้
คนที่จะไม่บ่นเวลาเราชวนไปห้องสมุด
เอาหนังสือมาคนละตั้ง, แล้วทำหน้าที่ของตัวเองไป
คนที่จะไม่ดุถ้าเราจะไม่กินผักบ้าง, บางวัน
คนที่จะไม่โกรธถ้าวันนั้นเราไม่ได้พูดอะไรกันเลยสักคำ

คงจะมีสักวันที่หันไปแล้วมีเงาของใครอีกคนทอดตัวอยู่
คงจะมีสักวันที่จะได้พูดประโยคพื้นพื้นที่เต็มไปด้วยความห่วงใย
และใช้จ่ายวันเวลาที่เหลืออยู่ด้วยกัน
โดยไม่ต้องคิดเรื่องกำไรหรือขาดทุน

คงจะดีถ้าที่ข้างข้างตรงนั้น มีใครอีกคนมานั่งฟังเพลงด้วยกัน
และไม่ถามว่าทำไมถึงฟังเพลง my romance อยู่เพลงเดียวซ้ำซ้ำ.

June 16, 2009

เรื่องธรรมดาของโรงเรียนอนุบาลที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

01

ที่พักที่ผมอยู่ เดินเข้าซอยมาประมาณ 70 เมตร เป็นเรื่องปกติของหน้าที่การงานและตารางเวลาที่ไม่แน่นอน บางวันผมก็กลับเข้ามาตอนทุ่มสองทุ่ม อาบน้ำ ทำอะไรเรื่อยเปื่อย บางทีก็จงใจทำตัวเองให้ยุ่งยุ่ง กว่าจะหลับตาลงนอนได้ก็ล่วงเข้าวันใหม่มานานโข และอีกบางวันที่ผมก็กลับเข้ามาเจ็ดแปดโมงเช้า อาบน้ำ ทำอะไรเรื่อยเปื่อย บางทีก็จงใจทำตัวเองให้ยุ่งยุ่ง กว่าจะหลับตาลงนอนได้ก็ล่วงเขาเกือบเที่ยงหรือบ่ายไปแล้ว

ผมนอนน้อยจนรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติมานานแล้ว เหมือนร่างกายบอกกำชับเอาไว้ว่าผมนอนได้แคคืนละ 3-4 ชั่วโมง มากกว่านั้นร่างกายจะมีระบบปลุกการทำงานภายในร่างกาย ทำให้นอนต่อไม่ได้ ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร

ฝั่งตรงข้ามกับที่พักของผมเป็นที่ตั้งของโรงเรียนอนุบาล จริงจริงแล้วก่อนหน้านี้ผมก็เคยมองมองเข้าไปบ้าง ก็เห็นเด็กเด็กกำลังทำกิจกรรมอะไรสักอย่างกันอยู่ที่สนามปูน (โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนเล็กเล็ก มีแค่ชั้นอนุบาล เมื่อมองผ่านประตูเข้าไปก็จะเจอสนามเล็กเล็กสำหรับทำกิจกรรมทันที) คุณคงพอจะนึกออกว่าเสียงเด็กเล็กเล็กสิบสิบคนตะโกนโหวกเหวกนั้น นอกกระจอกแตกรังดีดีนี่เอง

ผมเคยคิดมาตลอดว่าตัวเองรักเด็กโดยไม่คิดที่จะประกวดนางงาม ผมชอบเล่นกับเด็ก แต่ครั้งหนึ่งเคยเอาเรื่องนี้ไปคุยกับเพื่อนรุ่นพี่ เพื่อนรุ่นพี่ถามคำถามหนึ่งน่าสนใจ เขาถามว่าแล้วเด็กที่งอแงทั้งวัน พูดอะไรก็ไม่เชื่อล่ะ รักหรือเปล่า แปลว่าผมเข้าใจตัวเองผิดมาตลอด เพราะผมชอบเล่นกับเด็กที่ไม่กลัวผู้ใหญ่ ช่างพูดช่างเจรจา และที่สำคัญเด็กคนนั้นต้องอารมณ์ดี

เด็กที่งอแงทั้งวัน พูดอะไรก็ไม่เชื่อ ผมพยายามไม่เฉียดเข้าไปใกล้

ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เองที่ผมเพิ่งสังเกตโรงเรียนอนุบาลที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างตั้งใจ ใช้เวลาเกือบเกือบชั่วโมงเพื่อรอคอย และใช้เวลาแบบนั้นอีกหลายวัน

ทั้งหมดนั่นเป็นเพราะเสียงเด็กเด็กหลายคนกำลังร้องเพลงชาติที่ดังขึ้นตอน 9.00 น.

ทีแรกผมก็คิดเอาว่า โรงเรียนอาจจะติดขัดอะไรในเวลา 8 โมง เพลงชาติจึงเลื่อนเวลามา แต่ทีแรกสุดจริงจริงกว่า, ผมคิดว่านาฬิกาข้อมือผมบอกเวลาผิด แต่เมื่อมองนาฬิกาที่ผนัง มันก็ให้เวลาแบบเดียวกัน

จำความทรงจำวัยเด็กได้ไหมครับ เด็กบางคนที่ต้องรีบเดินทางมาให้ทันเวลา 8 โมงเช้า กี่วันที่ฉิวเฉียดเต็มที เท้าก้าวเข้าประตูโรงเรียนแทบจะพร้อมพร้อมกับเสียงเพลงชาติที่ดังขึ้น (ตรงนี้ผมมาสังเกตเอาเองอีกว่า คนที่มาโรงเรียนสายหรือเกือบสาย จะเป็นคนหน้าเดิมเดิมที่เราเจอทุกวัน หรืออาจจะวิ่งกวดกันมา บางทีเห็นหน้ากันจากพฤติกรรมการมาโรงเรียนสาย จนสนิทกันไปก็มี กรณีนี้คงไม่เกี่ยวกับการจราจร เป็นเรื่องของรสนิยมล้วนล้วน)  เป็นข้อกำหนดบางอย่างที่เราเข้าใจร่วมกันว่าไม่ควรมาถึงหลังเพลงชาติเริ่มต้นบรรเลง

แต่ก็เป็นอย่างนั้นอยู่หลายวัน, สำหรับโรงเรียนอนุบาลฝั่งตรงข้าม หลายวันที่ผมไม่ต้องดูนาฬิกาอีกต่อไป เป็นความเข้าใจส่วนตัวร่วมกันของผมกับโรงเรียนอนุบาลฝั่งตรงข้ามว่าถ้าเด็กเด็กเริ่มร้องเพลงชาติเมื่อไหร่ ผมก็จะนึกขึ้นได้ว่า เออ.. เก้าโมงแล้วนี่หว่า

คนอื่นอาจมองว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน แต่ผมรู้สึกว่าถ้าเรายึดถือเอาความสะดวกส่วนตัวเป็นที่ตั้ง โดยไม่กระทบกับสิ่งรอบข้าง มันก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เลวร้ายอะไรมากนัก

สมัยก่อนตอนที่เรียนจบมาใหม่ใหม่ ชีวิตการทำงานเริ่มต้นขึ้น มีหลายครั้งในระหว่างการเดินทางเพื่อไปทำงาน เสียงเพลงชาติดังขึ้นมาจากที่ไหนสักที่ (แน่นอนว่าผมไม่ต้องรีบไปให้ทันเหมือนสมัยเรียนอีกแล้ว) ผมลังเลระหว่างการหยุดยืนตรงเคารพธงชาติ หรือควรจะใช้ชีวิตต่อไปตามวงโคจรของตัวเองให้เลื่อนเคลื่อนไปในกระแสสังคม

จะหยุดก็กลัวเป็นตัวประหลาด หากคนรอบข้างไม่หยุดกันสักคน ครั้นจะเดินทำเป็นไม่สนใจ จะมีใครนึกในใจว่าเราไม่รักชาติหรือเปล่า แตเหตุการณ์นี้ผ่านมานานจนผมจำไม่ได้แล้วว่า วันนั้นผมตัดสินใจหยุดหรือเดินต่อไป

แต่วันนี้, ขณะที่เขียนบทความนี้อยู่เป็นเวลา 8 โมง 40 นาทีแล้ว ผมตัดสินใจแล้วว่าผมจะร้องเพลงชาติไปพร้อมพร้อมกับเด็กเด็กที่โรงเรียนอนุบาลฝั่งตรงข้าม

และตั้งใจว่าจะร้องให้ดังสุดเสียง.

Older Posts »

Blog at WordPress.com.